หน้าแรกพุทธวงศ์
นิมิตแห่งพุทธะ
ธรรมะประดับใจ
อมตะอัจฉริยสงฆ์
พงศ์พันธุ์แห่งผู้รู้แจ้ง
พุทธวงศ์เสวนา
Untitled Document
500 ปี พระพุทธนิมิตนิมิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ
วัดพระเมรุราชิการาม (หน้าพระเมรุ) จ.พระนครศรีอยุธยา
สุดยอดพระพุทธปฏิมามหา จักรพรรดิตราธิราชแห่งสยามประเทศ


สิริสวัสดิ์ 5 ศตวรรษ

     หนึ่งในบรรดาพระพุทธปฏิมากรที่งามสง่า ทรงมหาอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ เลิศล้ำ
ไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังได้ผ่านการ”พิสูจน์”ในพระกฤษฏาภินิหาร ความเข้มขลังอันเกรียงไกรมาอย่างโชกโชนด้วยประดิษฐานอยู่กลาง”จุดยุทธศาสตร์”ที่ประชิดติดกับเขต”สังหาร”และ”การทำลายล้าง”จากภัยสงครามที่รุนแรงที่สุดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พระพุทธปฏิมาพระองค์นี้กลับคงอยู่รอดปลอดภัยเป็นอันดีทุกส่วนพระองค์ โดยที่ไม่มีอริราชศัตรูทั้งภายนอกหรือภายในหน้าไหนจักหาญกล้ามาล่วงละเมิด หรือย่ำยีบีฑาให้บุบสลายหรือระคายเคืองแม้เพียงปลายพระบาท จนกระทั่งได้ปรากฏสืบมาเป็นศรีสง่าแก่แผ่นดินให้ลูกไทยหลานไทยได้ชื่นชมโสมนัสและภาคภูมิใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ตราบเท่าถึงปรัตยุบันวาร ซึ่งทางนิตยสารศักดิ์สิทธิ์มีความยินดีเป็นที่สุดที่จะขอนำเสนอให้เป็นมหามงคลอันสูงสุดต่อทุกท่านนับแต่นี้ไป ก็คือ “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” แห่งวัดพระเมรุราชิการาม (หน้าพระเมรุ) ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา อันเกริกเกียรติ ที่มีอายุการสถาปนายั่งยืนนานมาถึง “500”ปีบริบูรณ์ ในปีพุทธศักราช 2546 นั่นเอง เป็นเวลาถึง 5 ศตวรรษบริบูรณ์ ที่หลวงพ่อพระพุทธนิมิตฯ และวัดหน้าพระเมรุ นับแต่แรกสถาปนามา ก็ได้ดำรงเป็นบรมพุทธานุสรณ์และพุทธสถานอันยิ่งยง เคียงข้างกับพระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยาศรีรามเทพนครโดยตลอด เพียงแค่มีแม่น้ำลพบุรีคั่นระหว่างอยู่เพียงเท่านั้น

ละม้ายแม้นเฉกเช่นเดียวกับวัดระฆังโฆสิตารามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ผิดเลย แต่หลวงพ่อพระพุทธนิมิตฯ วัดหน้าพระเมรุ ท่านย่อมผ่านกาลผ่านเวลาและชะตาของบ้านของเมืองทั้งในยามที่มีความเจริญอย่างถึงที่สุดและความเสื่อมทรุดอย่างไม่มีใดเทียบ ตามธรรมดาของโลกและชีวิตมาก่อนกว่าเนิ่นนานนักหนา ชะรอยจะเป็นด้วยเหตุที่ หลวงพ่อพระพุทธนิมิตฯจะได้รับการสร้างโดย”เชื้อพระวงศ์”ชั้นสูงที่ทรงไว้ซึ่งพระเดชาภินิหารและบุญญาธิการอันมากยิ่งและทรงห่วงใยรักสงวนในผืนแผ่นดินไทยเป็นที่สุดหรือย่างไรก็สุดจะคาดเดา จึงเป็นเหตุให้พระพุทธรูปมหาจักรพรรดิ์พระองค์นี้ ทรงไว้ซึ่งพระกฤษฏาภินิหารยิ่งใหญ่อย่างพิเศษ อีกทั้งยังต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องในการปกป้องอธิปไตยและความสงบสุขของบ้านเมืองในลักษณาการต่างๆมาโดยตลอดอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง  
นับแต่แรกสถาปนามา พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ ก็ได้ก็ได้ดำรงคงมั่นเป็นเนื้อนาบุญและเครื่องอนุสรณ์ระลึกถึงในพระพุทธคุณแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดา อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่มหาชนชาวกรุงศรีอยุธยา และนานาประเทศใกล้เคียงนับแต่รุ่นลูกสืบหลานเหลนโหลนอยู่เนิ่นนานนับเป็นหลายร้อยปี โดยระหว่างนั้น หลวงพ่อพระพุทธนิมิตฯ และวัดหน้าพระเมรุ ก็มีเหตุให้จำต้องกลายเป็น”ที่มั่น”และ”หลัก”ในการ”พระราชสงคราม”และ”การทูตระหว่างประเทศ”อยู่เป็นหลายวาระด้วยกัน ดังที่มีปรากฏในประวัติศาสตร์ ความว่า เมื่อปีกุน พุทธศักราช 2106 พระเจ้าหงสาวดีเชงพะยูเชงบุเรงนอง(บะยินนอง) กำลังมีพระบรมเดชานุภาพแผ่ไปทั่วทุกสารทิศ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้สดับกิตติศัพท์คำสรรเสริญจากบางประเทศว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ (พระเฑียรราชา) ผู้เป็นพระสวามีในสมเด็จพระศรีสุริโยทัย(ซึ่งในบัดนั้นได้เสด็จสวรรคตไปแล้วจากการทำยุทธหัตถีสมัยสงครามพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ครั้งสุดท้าย) มีพระบุญญาภินิหารยิ่งนัก ด้วยมี”ช้างเผือก”มาสู่คู่พระบารมีถึง “7”เชือก เป็นที่ลือเลื่องไปทั่ว


เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ทรงทราบกิตติศัพท์เช่นนั้น ก็ทรงไม่สบายพระทัยว่า “อันตัวเรานี้ก็มีกฤษฏาบุญญาภินิหารยิ่งใหญ่ หาได้น้อยหน้ากว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์แต่ประการใดไม่ ด้วยสามารถปราบปรามหัวเมืองน้อยใหญ่ไปได้ทั้งทศทิศ จนได้สมญานามว่า”ผู้ชนะสิบทิศ”เห็นปานนี้ ประกอบทั้งเราก็มีพระชนมายุมากกว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์อีกสถานหนึ่งด้วย เห็นจะละไว้เป็นคู่แข่งพระบารมีด้วยเรา หาได้เห็นเป็นการสมควรไม่เป็นที่ยิ่ง.....” ประกอบกับการที่พระเจ้าบุเรงนองมีพระดำริที่จะแผ่พระบารมีมาย่ำยีกรุงพระนครศรีอยุธยาให้จงได้มาแต่เดิม พร้อมกับมีพระประสงค์จะได้ช้างเผือกมาคู่พระบารมีอยู่แล้ว พระเจ้าบุเรงนองจึงออกวิเทโศบายทางการทูตอย่างชาญฉลาด ส่งพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการมายังกรุงศรีอยุธยา เข้าถวายต่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์เป็นเชิงทำนองมาเจริญพระราชไมตรี โดยในพระราชสาส์นนั้น มีข้อความว่า 

”พระบารมีเลื่องลือมาถึงกรุงหงสาวดี ว่าสมเด็จพระเชษฐา(สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์)มีพระบุญญาธิการมากมาย มีช้างเผือกมาสู่คู่พระบารมีถึง 7 เชือก กรุงหงสาวดีหาได้มีช้างเผือกสำหรับพระนครไม่ ขอให้สมเด็จพระเชษฐาเห็นแก่พระไมตรี ขอพระราชทานช้างเผือกแก่ข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นอนุชาไว้เป็นศรีแก่พระนครสัก 2 เชือกเถิด พระราชไมตรีของทั้งสองพระนคร จักได้เจริญวัฒนาสถาพรสืบไปเมื่อหน้า...ฯ”

เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ทรงทราบเนื้อความในพระราชสาส์น ก็ทรงเข้าพระทัยได้ในทันทีว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองมีเจตนาแฝงความนัยในอันที่จะมาแผ่อำนาจมาย่ำยีกรุงศรีอยุธยาไม่ผิดแล้ว และถ้าหากพระราชทานช้างเผือกให้แก่พระเจ้าบุเรงนองตามคำขอ ก็เสมือนหนึ่งกรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นแก่กรุงหงสาวดีไปโดยปริยาย เพราะช้างเผือกนั้นเป็นของราชูปโภคคู่พระบารมีของบรมกษัตริยาผู้เป็นใหญ่โดยเฉพาะ หาได้มีประเพณีหรือเยี่ยงอย่างอันใดที่พระราชาผู้มีพระอิสริยยศเสมอกัน จักให้ช้างเผือกแก่กันไม่   คงมีแต่การที่”ประเทศราช”ผู้ต่ำยศกว่า จักน้อมเกล้าถวาย”พระราชาธิราช”ผู้เป็นใหญ่แต่เพียงสถานเดียวเท่านั้น ตามพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ความเห็นในที่ประชุมแตกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่า”ควรให้” เพราะด้วยเหตุที่

”...พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองมีอานุภาพยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ซ้ำในขณะนั้น กรุงหงสาวดียังได้เมืองเชียงใหม่ไว้เป็นกำลังอีกด้วย การที่กรุงศรีอยุธยาจะเอาชัยชนะนั้น เห็นว่าจะเป็นการที่เกินกำลังและวิสัย..”  และ  ” เสียเพียงแค่ช้างเผือกเพียงสองช้าง ย่อมจะเป็นทางออกที่ดีกว่าเกิดศึกสงครามให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินต้องเดือดร้อน” แต่ในขณะที่อีกฝ่าย อันมีสมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอพระราเมศวร,พระยาจักรีและพระสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองลพบุรีกลับมีความคิดเห็นตรงกันข้ามว่า”การที่จะสละช้างเผือกให้ หาได้เป็นวิธีทางออกที่จะป้องกันมิให้เกิดสงครามได้ เพราะอย่างไรเสีย   พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็คิดหาเหตุที่จะมาตีกรุงพระนครศรีอยุธยาศรีรามเทพนครอยู่แล้ว จึงหาควรจะพระราชทานช้างเผือกให้เสียพระเกียรติยศแต่อย่างใดไม่” ซึ่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ก็ทรงเห็นชอบในมติที่ประชุมฝ่ายหลังด้วย จึงได้มีพระราชสาส์นตอบกลับมายังกรุงหงสาวดีว่า ”อันช้างเผือกนั้น ย่อมเกิดสำหรับบุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นเจ้าของ เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงบำเพ็ญพระราชธรรมให้ไพบูลย์แล้ว ก็คงจะทรงได้ช้างเผือกมาสู่คู่พระบารมีได้เป็นแน่แท้ อย่าได้ทรงวิตกร้อนใจสิ่งใดเลย..ฯ”

เมื่อได้รับพระราชสาส์นจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์แล้ว พระเจ้าหงสาวดีเช็งพะยูเชงบุเรงนองก็แน่พระทัยว่า ทางกรุงศรีอยุธยาได้ตัดทางพระราชไมตรีแน่นอน สมดังกุศโลบายที่ได้ทรงหมายพระทัยไว้แต่ต้น แล้ว พระเจ้าบุเรงนองจึงได้ยกกองทัพ 2 สายออกจากกรุงหงสาวดีเมื่อวันจันทร์ เดือน 12 ปีกุน ตรงกับปีพุทธศักราช 2016 มาชุมนุมทัพที่เมืองเมาะตะมะ มีรี้พลสกลไกรมากถึงกว่า 500,000 คน มุ่งตรงมาหมายจะเหยียบกรุงพระนครศรีอยุธยาให้ราบเป็นหน้ากลอง เมื่อพระเจ้าหงสาวดียกทัพล่วงพระราชอาณาเขตเข้ามาได้แล้ว กองทัพทั้ง 5 สายที่มีพลนิกายกว่า 5 แสนนายของพม่า ก็เข้าตีหัวเมืองทางเหนือมาโดยตลอดจนถึงกรุงศรีอยุธยา ถึงทุ่งลุมพลี ทุ่งหันตรา และยังเข้าล้อมกรุงไว้ถึง 3 ด้านที่ทุ่งวัดโพธารามทางทิศตะวันออก ที่ทุ่งพะเนียดและทุ่งลุมพลีทางทิศเหนือ และที่ทุ่งวัดวรเชษฏ์และทุ่งวัดพุทไธสวรรค์ทางทิศตะวันตก แลดูดำมืดโกลาหลไปทั่ว น่าเกรงขามเป็นยิ่งนัก

ส่วนทางกรุงพระนครศรีอยุธยา พระยาจักรีคุมพล 15,000 รักษาพระนคร เจ้าพระยามหาเสนาคุมพล 10,000 รักษาทางทิศตะวันออก พระยาพระคลังคุมพล 10,000 รักษาด้านทิศใต้ พระยาสุนทรสงครามคุมพลอีก 10,000 รักษาด้านตะวันตก  ส่วนทางน้ำ ก็ได้มีการเตรียมเรือรบจำนวนมาก ทำการลาดตระเวณอยู่ตลอดทั้งวันและคืน     มิได้หยุดหย่อนเป็นสามารถฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ได้ทรงพิจารณาสถานการณ์ทั้งปวงแล้ว เห็นว่า ทางกรุงศรีอยุธยามีกำลังน้อยกว่ากองทัพพระเจ้าหงสาวดีมากนัก ไม่ถึง 1 ต่อ 10 เสียด้วยซ้ำ การที่จะเอาชนะกองทัพผู้ชนะสิบทิศของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ เห็นจะเป็นการที่เหลือวิสัย อีกทั้งไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฏร์ต่างก็พากันครั่นคร้ามหวาดกลัวอีกต่างหาก ประกอบกับการที่พระเจ้าบุเรงนองทรงมีพระราชสาส์นย้ำเข้ามาเป็นครั้งสุดท้ายว่า “จะทรงรบหรือยอมไมตรี” จึงทำให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ทรงตัดสินใจที่จะยอมเป็นไมตรีด้วยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองในที่สุด.

ตามพระราชพงศาวดารได้เล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนี้ไว้ว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์และพระเจ้าบุเรงนองได้ใช้สถานที่ทำสัญญา สงบศึก”สงครามช้างเผือก”ในครั้งนั้นที่บริเวณวัดพระเมรุราชิการาม(วัดหน้าพระเมรุ) เชื่อมต่อกับวัดหัสดาวาส(วัดช้าง) มีการจัดสร้างพลับพลา พร้อมได้อัญเชิญ”พระพุทธ”(หลวงพ่อพระพุทธนิมิตฯ วัดหน้าพระเมรุ??) พระธรรมและพระสงฆ์ขึ้นประดิษฐานเป็นประธาน และสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์และพระเจ้าบุเรงนองจึงได้เสด็จมาพบกัน ณ.ที่พลับพลานั้น ตามประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า พระเจ้าบุเรงนองได้ขอช้างเผือก 4 เชือก พร้อมกับขอพระราเมศวร พระยาจักรีและพระยาสุนทรสงคราม ผู้เป็นต้นคิดให้เกิด”สงครามช้างเผือก”เอาไปยังเมืองหงสาวดี พร้อมกับให้ไทยส่งส่วยปีละ 30 ช้าง และเงินปีละ 300 ชั่ง พร้อมกับยอมให้ประโยชน์ทางภาษีอากรที่เมืองมะริดเป็นของพม่าด้วย หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ และวัดพระเมรุราชิการาม(หน้าพระเมรุ) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้วนี้ครั้งหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะพระพุทธาภินิหารแห่งองค์พระพุทธนิมิตฯ วัดหน้าพระเมรุดลบันดาลหรืออย่างไร ก็สุดที่จะคาดเดา ที่ในสงครามช้างเผือกในครั้งนั้น พระเจ้าบุเรงนองทรงเมตตา หาได้เผาผลาญทำลายล้างบ้านเมืองและบังคับบีบคั้นกรุงศรีอยุธยาจนเกินเหตุ ตามเยี่ยงอย่างแห่งผู้ชนะอย่างเต็มขีดแต่อย่างไรไม่ นอกจากช้างเผือกเพียง 4 ช้าง พร้อมเครื่องราชบรรณาการอีกปีละ”ไม่มาก”แต่เพียงเท่านั้นนี้นับเป็นสิ่งที่น่าคิด และน่าตริตรองให้จงหนักเป็นอย่างยิ่ง

อีกคราวหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอลองพญายกทัพมาตีกรุงพระนครศรีอยุธยา เมื่อเดือน 6 ขึ้น 1 ค่ำ พ.ศ. 2503 กองทัพพม่าได้มาตั้งทัพหลวงอยู่ที่วัดหน้าพระเมรุราชิการามต่อด้วยวัดหัสดาวาส คราครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าอลองพญาทรงบัญชาการจุดปืนใหญ่ด้วยพระองค์เอง แต่ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าวัดหน้าพระเมรุได้ระเบิดแตกออกต้ององค์พระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บเป็นสาหัส ประชวรหนักในวันนั้น  พอรุ่งขึ้น 2 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2503 กองทัพพม่าได้ถอยกลับออกไปทางด่านแม่ละเมา แต่ยังไม่พ้นเขตแดนจังหวัดตากดี พระเจ้าอลองพญาก็ทรงทนพิษบาดแผลไม่ได้ ก็เสด็จสวรรคตลงที่ชายแดนแห่งสยามประเทศในขณะนั้นนั่นเอง หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ และวัดหน้าพระเมรุ จึงมีความสำคัญอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งอย่างนี้
ที่สุดแห่งความแคล้วคลาด ไม่มีใดจะเปรียบปาน

ดังที่ได้พรรณามาแล้วแต่เบื้องต้น ก็ให้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ด้วยแม้จะตั้งอยู่ในเขต”ยุทธศาสตร์”แห่งการ”รณรงค์สงคราม”และ”การทำลายล้าง”มาครั้งแล้วครั้งเล่าเห็นปานนี้ แต่หลวงพ่อพระพุทธนิมิต และวัดหน้าพระเมรุราชิการามทั้งวัดกลับแคล้วคลาดอยู่รอดปลอดภัยเป็นอันดี หามีอริราชศัตรูใดๆกล้ามากระทำการบีฑาให้ระคายเคืองได้แม้เพียงปลายพระบาทได้
แต่นั่น อาจจะมีผู้แย้งได้ว่า ที่ผ่านมานั้น ล้วนแต่เป็น”กองทัพกษัตริย์” ทั้งสิ้น แม้จะหมายจะชิงบ้านชิงเมืองกันอย่างไร ก็ย่อมต้องมี”ความคิด”ในอันที่จะไม่”ทำลายล้าง”พุทธสถานอันงามเลิศแห่งนี้ให้เป็นที่ครหาแก่อาณาประชาราษฏร์ได้เป็นธรรมดาอยู่ดี
ซึ่งก็นับว่า เป็น”ความจริง”อยู่ในหลายส่วนทีเดียวแต่...หลวงพ่อพุทธนิมิต วัดหน้าพระเมรุ ใช่ว่าจะเผชิญกับ”กองทัพกษัตริย์”แต่เพียงประการเดียว ก็หามิได้แต่ประการใดทั้งสิ้น เพราะแม้แต่”กองทัพโจร”อันหาได้มีขัตติยะมานะรักษา หรือมีหิริโอตตัปปะคุ้มครองป้องกันแม้เพียงน้อยนิดไม่ หลวงพ่อท่านก็เคย”ผจญ”และสามารถ”ผ่าน”อยู่รอดปลอดภัยมาได้อยู่ดีดูเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 เมื่อปีพ.ศ. 2310 นั่นเป็นไร ศึกล้างแผ่นดินในครั้งนั้น มิใช่เกิดจากกองทัพกษัตริย์ใดๆอีกแล้ว แต่เป็น”กองทัพโจร”แห่งหมู่บ้าน”มุกโชโบ”ยกมาล้วนๆ ไม่มีหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์พม่าร่วมด้วยเลย แม้แต่เพียงองค์เดียว กรุงศรีอยุธยา พระมหานครอันยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคสมัยนั้น จึงถึงแก่การพินาศล่มสลายลงด้วยน้ำมือของ”โจรร้าย”ที่ปราศจากจิตสำนึกผิดชอบชั่วดีอย่างน่าสังเวชสลดใจที่สุดอย่างที่ไม่มีอะไรจะต้านทานได้ด้วยลักษณาการเช่นนี้......

”.....ด้วยอายุแผ่นดินกรุงพระนครศรีอยุธยาถึงกาลขาด จึงมีอาเพศเห็นประหลาดเป็นนิมิต พระประธานวัดพระแนงเชิง(หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง) น้ำพระเนตรไหลลงจรดพระนาภี ในวันนั้น ที่วัดพระศรีสรรเพชญนั้น พระบรมไตรโลกนาถ(แกะจากไม้พระศรีมหาโพธิ์) พระอุระแตก ดวงพระเนตรตกลงมาที่ตักเป็นอัศจรรย์ พระเจดีย์วัดราชบุรณะนั้น กาบินมาเสียบตายอยู่ปลายยอดโดยอาเพศ รูปพระนเรศวรที่โรงพระแสงในกระทืบพระบาทสนั่นไปทั้งสี่ทิศทั้งอากาศก็วิปริตไปต่างๆ บอกเหตุลางว่าจะเสียกรุง...........” (พงศารดารกรุงศรีอยุธยา )

และในวันเนาสงกรานต์แห่งปีพุทธศักราช 2310 แทนที่อาณาประชาราษฏร์แห่งกรุงพระนครศรีอยุธยาทั้งสิ้นจะได้เล่นสาดน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนานเหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่มาคราวนี้ ชาวอยุธยากลับต้อง”สาดเลือด”จนนองท่วมแผ่นดินแทน เมื่อกองทัพโจรจากพุกามประเทศหักกำแพงพระนครเข้ามาได้ ก็ฆ่าฟันผู้คนเสียมากมาย ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์องค์เณร ตายเกลื่อนไปทั่วทั้งผืนดินผืนน้ำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปหมด

”ครั้น ณ.วันอังคาร เดือนห้า ขึ้นเก้าค่ำ ปีกุน นพศก ศักราช 1129 เพลาบ่ายสี่โมง พม่ายิงปืนป้อมสูงวัดท่าการ้อง วัดนางปลื้ม ระดมเข้ามา ณ กรุง แล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพง ครั้นเพลาค่ำ กำแพงทรุดลงหน่อยหนึ่ง พม่าก็เข้ากรุงได้ เอาไฟเผาพระราชวังและวัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วกวาดเอากษัตริย์ขัตติยวงศา แลท้าวพระยาเสนาบดีอพยพทั้งปวงไป....” (พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา หน้าสุดท้าย)

ในครั้งนั้น กองทัพโจรจากพม่าก็ได้บุกเข้าปล้นและเผายังพระบรมมหาราชวัง กระทั่ง และพระอารามหลวงสำคัญต่างๆ จนแหลกลาญยับเยิน ไม่เหลือชิ้นดีที่สุด แม้”พระศรีสรรเพชญ์”พระพุทธรูปยืนหุ้มทองคำขนาดใหญ่ ที่มีความสูงถึง “8”วา (หรือราว 16 เมตร) แห่งวัดพระศรีสรรเพชญ์ ก็ถูกเอาไฟสุมจนเสียหายยับเยิน ด้วยถูกเผาลอกเอาซึ่งทองคำ เก็บกลับไปจนหมดสิ้น....!!!! กล่าวกันว่า ไฟที่เผาผลาญกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น ได้โชนไหม้ติดต่อกันถึง 7 วัน 7 คืนเต็มๆ จนกระทั่งมอดดับไป ด้วยเหตุที่ไม่มีเชื้อไฟให้เผาต่อไปได้อีกแล้วนั่นแล

”พม่าได้เที่ยวเอาไฟเผาบ้านเรือน ทุบต่อยข้าวของและฆ่าฟันผู้คนทั่วไปหมด...เมื่อพม่าได้เผาบ้านเรือนในพระนคร ตลอดจนพระราชวังและวัดวาอารามหมดสิ้นแล้ว พวกพม่าจึงได้เตรียมการที่จะยกกลับไป พม่าได้ยกทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1767” (จดหมายเหตุ บาทหลวง เซนเยอร์ บริโกต์ ชาวฝรั่งเศส)

คงไม่ต้องพรรณาถึงความแหลกสลายแห่งอดีตพระมหานครแห่งนี้ ก็น่าที่จะแจ้งใจเป็นอันดีทั่วกันแล้ว แต่แม้กระนั้น....ท่ามกลางเหตุแห่งมหาวิบัติ มหาวินาศ ครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศเยี่ยงนี้ แต่องค์ของหลวงพ่อพระพุทธนิมิต และวัดหน้าพระเมรุทั้งหมด กลับยืนหยัดคงมั่นเป็นอันดี ไม่ได้ถูกบุบตีเผาทำลายจากกองทัพโจรที่มาแต่นอกประเทศแม้เพียง”รอยขีดเท่าแมวข่วน” ก็หามีไม่เลยนี้นับเป็นมหาปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่อย่างเหลือเชื่อที่สุดแล้ว เพราะหากหลวงพ่อท่านไม่ทรงอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ถึงขีดจริงๆแล้ว ก็อย่าได้หมายไปเลยว่า จักรอดพ้นจากการล้างผลาญในคราครั้งนั้นมาได้เป็นแน่หรือมิใช่..??? แต่เท่านี้ ก็ยังหาได้จบไม่เพราะภายหลังจากที่เสียกรุง และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงกู้กรุงคืนได้แล้ว แต่ด้วยเหตุที่ระบบเศรษฐกิจทั้งปวงได้ถูกทำลายลงแทบจะโดยสิ้นเชิง ผู้คนบางจำพวกจึงต้องหาทางเอาชีวิตรอดด้วยการ”เก็บของเก่า”มาขายกินนั่นก็คือ พากันตะเวน”ขุดสมบัติ”ที่เชื่อกันว่า ได้มีการฝังไว้ตามที่ต่างๆกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ในยามที่บ้านเมืองไร้ขื่อแปไม่เว้นแม้แต่พระสถูป พระพุทธรูปเจดีย์ทั้งปวง ก็ถูก”พม่ารุ่นสอง”ขุดเจาะเสียจนพรุนเป็นรังผึ้งไปทั่วที่น่าสลดใจอย่างยิ่งก็คือ บางรายนั้น ถึงกับได้เอาพระพุทธรูปโลหะเก่าๆโบราณๆที่งามๆมาหลอมทำลาย โดยใช้ขวานสับประตูโบสถ์วิหารออกมาเป็นฟืนใส่เตาเผา หลอมเป็นแท่งโลหะ ส่งไปขายยังเมืองจีน จนกระทั่งทางการในสมัยนั้นต้องมีการเรียกเก็บภาษีจากพวก”ขุดสมบัติแผ่นดิน”เอาเสียเลยทีเดียว และเป็นช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายอีกวาระ ที่หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ วัดพระเมรุราชิการามได้แคล้วคลาดปลอดภัยจาก”โจรภายใน”ด้วยกันเองอีกครั้งหนึ่งอย่างนี้ ถ้า”หลวงพ่อ”ท่านไม่ดี ไม่ขลัง ไม่แคล้วคลาดจริงดังคำร่ำลือ แน่นอนเสียเหลือเกินว่า ปานนี้ เราท่านทั้งหลายคงจะรู้จัก”พระพุทธนิมิต วัดหน้าพระเมรุ”ก็แต่เพียงในความฝันเท่านั้น..... ไม่มีสิทธิ์อย่างเด็ดขาดที่จะเหลือรอดปลอดเภทภัยมาเป็นศรีสง่าแก่บ้านแก่เมืองแก่แผ่นดินไทยตราบเท่าถึงวินาทีนี้อย่างแน่แท้  นี่คือที่สุดแห่งพระพุทธปฏิมากรแห่งความ”แคล้วคลาด”อย่างยวดยิ่ง อันใครๆไม่อาจที่จะปฏิเสธได้แน่นอนที่สุดแล้ว

ปัจจุบัน พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ และวัดพระเมรุราชิการาม(หน้าพระเมรุ)ก็ยังคงสถิตเสถียรสถาพรอยู่ข้างๆพระราชวังโบราณ กรุงพระนครศรีอยุธยา เพียงมีแม่น้ำลพบุรีคั่นให้บรรดาพุทธศาสนิกชนและลูกหลานไทยทั้งหลายได้ไปสักการะกราบไหว้เป็นมหาสิริมงคลแก่ตาแก่ใจ อันจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็น”ชาติไทย”อยู่ตราบเท่าถึงวินาทีนี้อย่างมิรู้แล้ว..............
Copyright © 2017 www.phuttawong.net All Rights Reserved.
ทำเว็บ  ออกแบบเว็บ  Web Design  เว็บสำเร็จรูป  เว็บไซต์สำเร็จรูป