หน้าแรกพุทธวงศ์
นิมิตแห่งพุทธะ
ธรรมะประดับใจ
อมตะอัจฉริยสงฆ์
พงศ์พันธุ์แห่งผู้รู้แจ้ง
พุทธวงศ์เสวนา

หลวงพ่อ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยา 
วัดภัททันตะอาสภาราม ต.หนองปรือ  อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
พระมหารัตนวิปัสสนาจารย์ ผู้อยู่เบื้องหลังการสำเร็จอรหันต์ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ.!!??!!
 
เนาว์  นรญาณ
 
 “ตรงต่อธรรม”
 
ยังจำไม่เคยลืมเลือนแม้จนกระทั่งถึงวินาทีนี้ได้ว่า  ครั้งหนึ่ง   คุณกมล เอกมโนชัย ผู้อำนวยการนิตยสารศักดิ์สิทธิ์ได้เคยกล่าว”ปฐมนิเทศ”กับตัวของผู้เขียนในสมัยแรกๆที่เพิ่งได้ชักชวนให้เข้ามาเป็นคอลัมนิสต์ประจำมาใหม่ๆสดๆว่าตอนหนึ่งว่า “การเขียนหนังสือพระนั้น   ใช่ว่า  ใครๆก็จะสามารถเขียนได้ คนที่ไม่รู้เรื่องพระ  แม้จะเขียนหนังสือเป็น  ก็เขียนไม่ได้ ส่วนคนที่รู้เรื่องพระ  แต่กลับเขียนหนังสือไม่เป็น  ก็เขียนไม่ได้อีกนั่นแหละ การเขียนเรื่องพระให้ดีได้น่ะ  ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ.......!!!!”จากวันนั้น    จากวันที่เริ่ม”หัดเดิน”บนบรรณวิถีเมื่อ 10 กว่าปีก่อน จนถึงวันนี้  คำกล่าวของคุณกมล เอกมโนชัยก็ยังคงเป็นสัจจะความจริงอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนแปรไปไหน
 
การเขียนเรื่องพระให้”ดี”  ทั้ง”สาระ”และความ”มันส์”หรือความ”เร้าใจ”นั้น  มันช่างยากเย็นเสียจริงๆ เพราะต้อง”ยำใหญ่ใส่สารพัด”(จาก”กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน”ไงคับ จำได้บ่?) จน”กลมกล่อม”ครบรส ทั้งเปรี้ยวหวานมันเค็มทุกประการเป็นอันดี และเมื่อ”แก่พรรษา”มากยิ่งๆขึ้น  ผู้เขียนก็ได้พบกับความเป็นจริงอีกประการที่ว่า  เหนือกว่าความยากใดๆทั้งหมด  การเขียนให้”ตรงต่อธรรม”ด้วยความ”เป็นกลาง”อย่างยิ่ง  โดยที่ไม่มีการเอนเอียงไปนอกลู่นอกทางแห่ง”สัมมาทิษฐิ”และ”สัจจะความจริง” ไม่ว่าจะเป็นด้วย”อคติ” อันเกิดแต่เหตุแห่งความรัก ความชัง ความหลง  ความกลัวหรือผลประโยชน์ใดๆแล้ว  มันยิ่ง”ยากหนักหนา”ยิ่งกว่าสิ่งใดๆด้วยประการสิ้นเชิง “ยาก”ทั้ง”เรา” (ที่จะเอาชนะความกลัวและจิตใจตัวเอง) “ยาก”ทั้ง”เขา”(ที่จะเสนอความจริงแท้ให้เข้าถึงจิตถึงใจได้) เรียกได้ว่า  การจะเขียนในเชิงนี้ได้  ก็จะต้องมี”ความกล้า”และ”ลูกล่อลูกชน”ตลอดจน”กลเม็ดเด็ดพราย”และ”วิเทโศบาย”ที่แพรวพราวครบเครื่องทั้ง”ไมนวม” และ” ไม้แข็ง”พอเรื่องทีเดียว จึงจะ”สอบผ่าน”การเขียนเรื่องพระ”ที่ยากที่สุด”ในลักษณะนี้ได้ แต่...แม้การดังว่าจะ”ยากเหนือยาก”ใดๆก็ตามที   แต่ก็จำต้อง”ทำให้ได้”อยู่นั่นแล ทั้งนี้ทั้งนั้น  ก็เพื่อรักษา ”ธรรมแท้”ให้คงอยู่  เพื่อความเป็นประโยชน์เกื้อกูล และเป็นที่พึ่งพาอาศัยของคนรุ่นหลังและสรรพชีวิตทั้งหมดทั้งสิ้นได้อย่าง”ถูกต้องร่องรอย” ตามความเป็นจริงสืบไปตราบชั่วกาลนาน

“ของแท้” ย่อม”เป็นแท้”อยู่ตลอดกาล ด้วยตัวของตัวเองฉันใด
“ของเทียม” ก็ย่อมเป็น”ของเทียม”อยู่วันยังค่ำ ด้วยตัวของตัวเองฉันนั้น
“ของแท้”ไม่เคยแปรเป็น”ของเทียม” เฉกเช่นเดียวกับ”น้ำตาล” ไม่เคยเปลี่ยนจากรสหวานเป็นเค็มเยี่ยงเกลืออย่างใด
 
แม้”ของเทียม”ก็ไม่เคยกลับกลายเป็น”ของแท้” เช่นเดียวกันเกลือไม่เคยกลายรสเป็นหวาน ตั้งแต่ปฐมแห่งกาลมาอย่างนั้นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้  ผู้ปรารถนา”เติมความหวาน”ให้แก่ชีวิตจิตใจอย่างแท้ ย่อมต้องหา”น้ำตาล”จริงๆให้เจอเท่านั้น หาก”หลงเข้าใจ”หรือ”สำคัญผิด”และหรือ”คิดเอาเอง”ว่า “เกลือ” ซึ่งมี”สีขาวๆ”เหมือนกับ”น้ำตาล”  รับประทานแล้ว ก็คง”หวาน”ครือๆกัน  ก็คงจะได้”รู้ดี” เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสดูด้วยตัวเองนะครับ...!!??!!
“ผู้ที่เห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ  เห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ   มีความเห็นชอบดังนี้ ย่อมประสพแต่สิ่งที่เป็นสาระ”(พระพุทธพจน์)
                                
“สุดยอดพระมหารัตนวิปัสนาจารย์จากลุ่มแม่น้ำอิระวดี” 
 
 
 
ในความรู้สึกนึกคิดจิตใจของคน”ไทย” เมื่อกล่าวถึง”พม่า”แล้ว  หลายๆคนก็อดให้รู้สึก”อคติ”ไปในแง่ลบก่อนเสียมิได้  ด้วยมิอาจจะลืมเลือนความหลังที่”คนพม่า”(บางพวกบางกลุ่ม) เคยกระทำย่ำยีคนไทยชาติสยามอย่างหนักหนาสาหัสไว้แต่ปางบรรพ์ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละนะขอรับ   หากจะพิจารณาการทั้งปวงด้วยความเป็น”กลาง”อย่างยิ่ง”และเป็น”ธรรมแท้”นั้น   ย่อมจะเล็งเห็นได้อย่างไม่ยากว่า  การทั้งปวงดังว่านั้น ล้วนเป็นเรื่องของ ”อดีต”และ”กรรม”ของ”คนรุ่นหนึ่ง”ที่เคย”ผูกเวร”ซึ่งกันและกันมาแต่ปางก่อนได้กระทำต่อกันเท่านั้น เคยฆ่าเคยล้างเขาไว้แต่ชาติก่อน ชาตินี้ก็เลยถูก”เอาคืน”บ้าง จะ”โทษ”ใครได้เล่า..??? เป็นเรื่องธรรมดาๆของ”วัฏจักรกรรม”..........
 
สมัยก่อนที่ผู้เขียนยังเป็นพวก”โยเดียมาเนีย” ที่หลงใหลคลั่งไคล้ในความเป็น”อยุธยา”อย่างมากๆถึงมากที่สุดนั้น   ก็เคยนึกเจ็บใจพม่าเหมือนกันว่า  ไม่น่ามาเผาบ้านเผาเมืองอยุธยาเลยแสนเสียดาย”ของสวยของงาม”ที่อดีตบรรพชนได้เคยสร้างสมมาตลอดระยะเวลา 417 ปี ต้องมีอันมา”ยับเยินอัปรีย์ศรีศักดิ์สลาย”ไปแทบจะสิ้นทั้งแผ่นดินความคิดก็ยังได้”เลยเถิด”ไปอีกต่างหากว่า  ทั้งๆที่อยุธยามีวัดมีวามีพระมีเจ้ามากมายเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดถึงขนาดนั้น  ทำไม”เทวดาที่รักษาพระศาสนา”ตลอดจน”สิ่งศักดิ์สิทธิ์”ทั้งหลายจึงไม่ปกป้องคุ้มครองวัดวาประชาชนให้คงอยู่รอดปลอดภัยเป็นอันดี
 
เล่า..????
ทำไม...?
ทำไม...??
ทำไม...???
หรือว่า”อดีตกรรม”ของ”อยุธยาศรีรามเทพนคร”แห่งนี้ จะหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่อำนาจคุณพระคุณเทพใดๆจักต้านทานไว้ได้กระนั้นฤา..???และหากเป็น”กรรมเก่า”จริง  “กรรม”ที่ว่านั้นคืออะไร....????เหตุไฉนไยทำไม จึงหนักหนาจนทำให้เมืองทั้งเมืองต้อง”ล่มสลาย”จน”หมดสภาพ” เป็นที่น่าอเน็จอนาถใจเยี่ยงนี้นี่เล่า..??????
นี้คือ”เรื่องคาใจ”ที่อยู่ในจิตของผู้เขียนมานานนับเป็นสิบๆปีและเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง  คำตอบที่”คาใจ”ดังว่า ก็มีอันได้”ถูกเฉลย”ออกมาอย่างไม่คาดคิด เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสดูรายการเคเบิ้ลทีวี  ช่อง HISTORY CHANNAL  ที่ว่าด้วยเรื่องของประวัติศาสตร์สำคัญๆจากทุกมุมโลก  อันเป็นที่โปรดปรานติดตามเป็นที่ยิ่ง ตอนหนึ่งของ “ฮิสทอรี่ แชนแนล”นี้ ได้นำเสนอเรื่องราวของ”นครวัด นครธม”ของเขมร  ที่ได้มีการขุดค้นสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญทางตะวันตก  จึงได้พบด้วยความน่าทึ่งว่า  อัน”พระนครหลวง”ของเขมรโบราณนั้น  มีความ ยิ่งใหญ่มโหฬารโอฬาริกอย่างวิเศษสุด  ยิ่งกว่าเมืองใดๆในโลกนี้เคยมีมา ระบบการก่อสร้าง ,ผังเมือง ตลอดจนการชลประทานขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับประชากรได้นับแสนนับล้านคนอย่างสบายๆนั้น  ก็มีความเจริญก้าวหน้า  เหนือกว่าอารยธรรมตะวันตกในยุคเดียวกันอย่างไม่อาจจะเปรียบเทียบกันได้ปราสาทนครวัด นครธม ซึ่งนับเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก  คือหลักฐานพยานที่ยืนยันความยิ่งใหญ่ของชนชาติเขมรได้เป็นอย่างดี ก็ในขณะที่ชนชาติขอมหรือเขมรโบราณกำลังมีความเจริญก้าวหน้าอย่างสูงสุดอยู่นั้น  อยู่ดีๆ  พระนครหลวงแห่งกัมพูชาโบราณ ก็มีอันต้อง”ล่มสลาย”หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างกะทันหัน..!!?! บ้านเมืองถูกทำลาย  ประชาชนถูกกวาดต้อน  ด้วยกองทัพ”ต่างชาติ”อันเกรียงไกร ทิ้งให้พระนครหลวง ซึ่งมีนครวัด นครธมเป็นศูนย์กลางอันแสนยิ่งใหญ่ต้องกลายเป็นเมืองร้างอยู่ท่ามกลางป่าดงดิบอันรกชัฏมานานนับเป็นร้อยๆปี......
 
ไม่ต้องสงสัย รายการ  HISTORY CHANNAL พูดออกมาชัดๆตรงๆ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจจะมีใคร”บิดเบือน”ได้ว่า  อัน“กองทัพต่างชาติ”ที่”ล้าง”พระนครหลวงขอมโบราณจนแทบจะ”สิ้นซาก”นั้น ก็มิใช่ใครอื่นแต่เป็นกองทัพจาก”สยาม”(อยุธยา)นั่นแล...... “OH...MY  BUDDHA..!!!!!”  ผู้เขียนแทบตะลึงเมื่อได้ฟังเต็มสองหู  ก่อนที่จะต้องนึกปลงธรรมสังเวชต่อไปอีกหน่อยหนึ่งว่าเฮ้อ................“กรรมของเวร”แท้ๆน้อ..........คงต้องวาง”อุเบกขา”ด้วยพระพุทธพจน์ที่ว่า“ไม่มีอำนาจใดใหญ่ยิ่งกว่าอำนาจกรรม” กันเสียจริงๆแล้วนะขอรับกระผม........และในเมื่อเคย”ทำลายล้าง”เขา  ก็ต้องถูกก็”ทำลายล้าง”ตอบ   ก็เป็นเรื่อง"ธรรมชาติ” ตามกฏ”ACTION     REACTION” พื้นๆแท้ๆกเมื่อ”รู้”ใน”กฏธรรมชาติ”ดังนี้แล้ว  ก็เลยไม่รู้ว่าจะไป”โกรธ”ไป”เกลียด”คน”พม่า”หรือใครๆให้จิตตกจิตหมองไปเปล่าๆปลี้ๆทำไม..????“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”(พระพุทธพจน์)จริงๆและด้วย”ความจริง”อันปฏิเสธมิได้เยี่ยงนี้    ก็คงน่าที่จะถึงเวลาแล้วกระมัง  ที่จะเลิกตั้งข้อ”รังเกียจ”ระหว่าง”ไทย”กับ”พม่า”ซึ่งเป็น”เมืองพุทธ”เหมือนกันให้”หมองหมาง”ใจไปเปล่าโดยใช่ที่เสียที.......มิสู้ มา”ส่งเสริม”และ”แลกเปลี่ยน”สิ่งดีๆซึ่งกันและกัน ให้บังเกิดเป็นคุณเป็นประโยชน์และบุญกุศล เพื่อลบล้าง”เวรานุเวร”แต่กาลก่อนให้สูญสลายไปไม่เหลือเศษ จะเป็นการที่ดีกว่าเป็นไหนๆ
หรือมิใช่..????  ซึ่งความเป็นจริงนั้น  หากจะให้ว่ากันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ประเทศไทยเรานั้น เคยได้รับ”ของดีของวิเศษ”จากพม่ารามัญ ทั้งที่เป็น”รูปธรรม”และ”นามธรรม” มามากกว่ามาก นับแต่โบราณหลายร้อยปีล่วงแล้ว
อยู่ที่ว่า จะ”รู้ตัว”และ”ยอมรับ”กันจริงๆหรือเปล่าเท่านั้น...
ยกตัวอย่างแบบย่นย่อที่สุด ก็อาทิเช่น
1. พิธีลอยพระประทีป(ลอยกระทง)  แท้จริงแล้ว  เราก็รับพิธีเก่าของพม่าโบราณมา
2. “ชินบัญชรคาถา” อันแสนลือลั่น    ก็มาจากพม่า เข้าสู่เมืองเชียงใหม่เป็นที่แรก เมื่อ 400 กว่าปีก่อน ในสมัยพระเจ้าอโนรธา  ราชบุตรของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง  เพื่อ”ดัดหลัง”คนไทยในสมัยนั้น ที่”คลั่งไสยศาสตร์” เล่นผีเล่นสาง จน”ออฟไซด์”ไถลเถลือกออกนอกลู่นอกทางแห่งคุณพระรัตนตรัยจนเกินงาม  เลยต้องตั้งพิธีพุทธาภิเศกด้วยพระชินบัญชรคาถาจากพม่า(รัตนาชวยใช่)เข้ามาแก้ไข  ต่อเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) วัดระฆัง  กรุงรัตนโกสินทร์ได้ธุดงค์ไปพบเข้าที่เมืองกำแพงเพชร จึงนำมารจนาเรียบเรียงใหม่จนเป็นที่นิยมศรัทธาสูงสุดตราบเท่าถึงปัจจุบันนี้
3. คณะสงฆ์”ธรรมยุติ”  ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นปฐมสถาปนา  จนได้สืบทอดต่อมาเป็น”วงศ์พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต  “  บ่อเกิดแห่งพระอริยะอรหันต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคกึ่งกลางพุทธศาสนยุกาลของไทย  ก็มี”ต้นเค้า”แห่งศรัทธามาจาก”พระมอญ” เมืองม่าน(พม่า) ผู้เคร่งพุทธวินัยแท้ๆ อย่างที่ใครๆก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ ฯลฯ..ฯลฯ..ฯลฯ.........................“นั่น”..นับเป็นสิ่งที่”ใกล้ตัว”และ”รู้ทั่ว”กันทั่วไปแต่.....ก็ยังมี”ของดีของวิเศษ”จากลุ่มแม่น้ำอิระวดีอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่ง”ไทย”เรามีวาสนาได้รับ”รัตนมณี”อันสูงค่านี้มาจากดินแดนพม่าเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษที่แล้ว   แต่หลายๆคนกลับ”หลงลืม”หรือ”แกล้งลืม”ไปอย่างน่าเสียดายที่สุด  จนเหมือนหนึ่งถูกหมกไว้ในใต้พื้นปฐพีดลก็ไม่ปาน.....
รัตนมณีอันยิ่งด้วยคุณค่าอย่างวิเศษสุดลูกนั้น    ไม่ใช่เป็นแก้วแหวนเงินทองของภายนอกอย่างสามัญ  แต่แท้จริงแล้ว ย่อมเป็น”พระมหาเถระวิปัสนาจารย์”ผู้ทรงวิสุทธิคุณอันยอดยิ่งที่สุดองค์หนึ่งแห่งยุคสมัยอีกท่านนั้น ยังเป็นพระผู้สืบทอด”วิชชากรรมฐาน”จาก”พระโมคคัลลีบุตรมหาเถระ”พระอรหันต์สมัยพุทธกาลที่สืบเนื่องกันมาแบบ”สายตรง” ลำดับที่ 23  (23 ชั่วอายุคน)ไม่มีการ”ผิดเพี้ยนวิปริต”ไปจากพุทธธรรมเดิมแท้ๆอีกต่างหากและที่สำคัญอย่างยิ่งที่สุดก็คือ “ท่าน”นี้  ยังได้เหมือนเป็น”พี่เลี้ยง”ที่”ปิดทองหลังพระ”อยู่เบื้องหลังการบรรลุ”อริยะอรหันต์”ของพระเถระระดับหัวกะทิหลายๆองค์ในประเทศไทย ในยุค 2500 เป็นต้นมาอย่างน่าอนุโมทนาสาธุการเป็นที่สุดอีกสถานหนึ่งด้วยโดยหนึ่งใน”พระอริยะ”ที่สำเร็จ”มรรคผลนิพพาน” โดยการ”คอนโทรล”อยู่เบื้องหลัง”ชั้นในสุด”ของ”ท่าน”องค์นี้  ที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีที่สุด ก็เห็นจะไม่มีใครเกิน”พระเทพมงคลมุนี”หรือที่เราท่านทั้งหลายรู้จักกันทั่วไปในนาม”หลวงพ่อสด จันทสโร” แห่ง วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานครเรานี่แล....!!!!!!
 
“ช็อคซีเนม่า”แบบ”ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย”อย่างสุดๆไหมเล่าขอรับ ท่านผู้อ่านที่เคารพรักทั้งหลาย..?????
นี่ไม่ใช่เรื่อง”ล้อเล่น”หรือ”นิมิต”และหรือ”ฝันในฝัน”ขึ้นมาเรื่อยเจื้อยเอาเองนะครับ แต่มี”หลักฐาน”และ ”พยาน”ทั้งทาง”วัตถุ”และ”บุคคล”การันตีถึงความ”ถูกต้อง”และ”จริงแท้” ของเรื่องนี้ไว้อย่างหนักแน่นที่สุด  อย่างที่ไม่มีทางที่”ผู้ทรงธรรมแท้”ท่านใดๆจักหาญกล้าปฏิเสธได้เป็นอย่างเด็ดขาด “มหารัตนวิปัสนาจารย์”องค์สำคัญที่สุด ที่จะได้ขอกล่าวถึงให้เป็นหลักฐานและมหาสิริมงคลคู่กับบวรพระพุทธศาสนาสืบไปตราบชั่วจิรัฏฐิติกาลนานต่อไปนี้ก็คือ พระเดชพระคุณท่านพระอาจารย์หลวงพ่อ ดร. ภัททันตะ  อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ  แห่งวัดภัททันตอาสภาราม   อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี  (อายุ 95 ปี) องค์นั้นนั่นแลฯ 

สังเขปประวัติ
 
  
 
หลวงพ่อดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระฯ  พระมหาบูรพาจารย์แห่งวงศ์วิปัสนากรรมฐานแห่งยุคกึ่งกลางพุทธกาลนี้  มีนามเดิมว่า “หม่องขิ่น”  ถือกำเนิดในตระกูล”ตวยเต้าจี้” ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงของพม่า  โยมบิดามีชื่อว่า “อุโพอ้าน”  โยมมารดามีนามว่า “ต่อเปียว” ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 3 คน  เกิดที่บ้านตำบลจวนละเหยียน  อำเภอเยสะโจ  จังหวัดปะคุกกู่ ประเทศพม่า เมื่อวันที่ 1 ฯ8 ปีกุน  จุลศักราช
 
1273  ตรงกับเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2454  เวลา 10.54 น. 
            
 เมื่อท่านได้เจริญวัยจนมีอายุได้ 7 ปี โยมบิดามารดาจึงพร้อมใจนำท่านไปฝากให้เรียนหนังสือที่วัดจวนละเหยียนเหนือ ซึ่งมีพระภัททันตะปุญญมหาเถระเป็นเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ ได้รับการศึกษาเริ่มต้นตั้งแต่ นโม พุทฺธาย  สิทฺธ  ตลอดไปจน ทศมหาชาดก ซึ่งเป็นวิชชาพื้นฐานการศึกษาพระพุทธศาสนาของเยาวชนพม่า  ไปได้สักระยะหนึ่ง พระภัททันตะ ปุญญมหาเถระก็ถึงแก่มรณภาพ  เด็กชายหม่องขิ่น เลยจำเป็นต้องย้ายที่เรียนไปที่วัดโชติการาม  อำเภอสะโจ เมืองปะคุกกู่  โดยมีพระภัททันตะ ญาณมหาเถระเป็นพระ
 
อาจารย์อนุศาสน์สั่งสอนสืบต่อมา
 
 
เวลาผ่านไปจนเด็กชายหม่องขิ่น มีอายุได้ 15 ปี เมื่อปีพ.ศ. 2469  จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดโชติการามนั่นเอง โดยมีท่านพระภัททันตะ ญาณมหาเถระ เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์  ได้รับฉายาว่า “อาสโภ”  จากนั้น  ท่านพระอาจารย์ก็ได้การอบรมสั่งสอนระเบียบวินัยข้อวัตรปฎิบัติต่างๆ  ตลอดจนให้การศึกษาไวยกรณ์บาลีมหากัจจายน์ และพระอภิธรรมมัตถสังคหะอรรถกถา   อันเป็นพื้นฐานการศึกษาพระบาลีพระไตรปิฏกของคณะสงฆ์พม่าเป็นลำดับมา
กาลต่อมา  เมื่อท่านพระภัททันตะ ญาณมหาเถระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า  อันสามเณรอาสโภรูปนี้ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถที่จะศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นสูงได้อย่างไม่ต้องสงสัย   ท่านจึงได้อาสภสามเณรนี้ไปถวายตัวให้กับท่านพระภัททันตะ ปัญญามหาเถระ อัครมหาบัณฑิต ปัญจนิกายปารคู สะยาดอร์ ผู้เป็น”คณะปาโมกข์” ณ. “มหาวิสุตารามมหาวิทยาลัย”  ซึ่งเป็นวิทยาลัยสงฆ์ของพม่า  มีพระจากทั่วประเทศมาศึกษาบาลีนับเป็นจำนวนพันๆรูปเลยทีเดียว  สามเณรอาสโภก็ได้ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างไม่ลดละเป็นการถาวร ที่มหาวิสุตารามหาวิทยาลัยนั้น โดยท่านได้ศึกษาพระคัมภีร์ชั้นสูงต่างๆ เช่น พระคัมภีร์อภิธานฉันปกรณะ  อลังการะ รูปสิทธิ สัททนีติ  พระคัมภีร์กังขาวิตรณีอรรถกถา และพระคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินีฏีกา จนแทงตลอดอย่างดียิ่งเรื่อยมา  จนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ.2473  อาสภสามเณร ซึ่งมีอายุได้ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้กลับอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนอย่างสมภาคภูมิ ณ วัดจวนละเหยียน  อ. เยสะโจ  จังหวัดปะคุกกู่   ที่บ้านเกิดแห่งท่าน  เมื่อ 17ฯ 8  ปีมะแม จุลศักราช 1293  ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฏาคม พ.ศ. 2473   โดยมีพระภัททันตะ ญาณมหาเถระเป็นพระอุปัชฌาย์  พระภัททันตะ อูเกลาสะมหาเถระ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระภัททันตะ อูปัญญามหาเถระ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาในทางพระพุทธศาสนาตามเดิมว่า “อาสโภ”   จากนั้น  พระอาสภะภิกขุ ก็ได้เดินทางกลับไปศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นสูงที่มหาวิสุตารามมหาวิทยาลัย กับพระมหาเถระผู้ทรงคุณอย่างยอดเยี่ยม ระดับ”อัครมหาบัณฑิต”และ”อภิชมหารัฐคุรุ”เป็นหลายองค์  จนที่สุด พระภิกษุอาสโภก็ได้สำเร็จการศึกษาชั้น”ธัมมาจริยะ”ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดแห่งการศึกษาของคณะสงฆ์พม่า เมื่อปีพ.ศ. 2480 เมื่อท่านมีอายุได้ 27 ปีเท่านั้น
 
แต่แม้พระอาสภภิกขุสังฆะเจ้า จะได้ผ่านการศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นสูงมามากมายอย่างนี้   แต่พระภัททันตะ อาสภะ ธัมมาจริยะ ก็ยังไม่ประสงค์ที่จะหยุดศึกษาต่อแต่เพียงเท่านั้น   แต่ท่านปรารถนาที่จะได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ความเป็นพหูสูตให้ยิ่งๆขึ้นไปอีก  พระอาสภะ ธัมมาจริยะจึงได้ออกจากมหาวิสุตารามมหาวิทยาลัย ไปศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจากพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงเกริกไกรในสมัยนั้นอีก อันมี
1.พระคุณท่านภัททันตะ นารทมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต ปัญจนิกายปารคู วัดทักขิณาราม นครมัณฑเลย์
2. พระคุณท่านภัททันตะ โกญทัญญะมหาเถระ  อัครมหาบัณฑิต วัดพญาจีใต้ กรุงย่างกุ้ง
3.พระคุณท่านภัททันตะ นันทิมามหาเถระ อัครมหาบัณฑิต ปัญจนิกายปารคูสันจอง สะยาดอร์  วัดขิ่มมะกัน นครมัณฑเลย์
4.พระคุณท่านภัททันตะ นันทิยมหาเถระ วัดตูมอง นครอมรปุระ  ซึ่งมีสมญานามพิเศษว่า  “พระอาจารย์ใหญ่สะยาดอร์ดัง “ญะหวา”  (ทไวไลท์)  เพราะท่านมีเทคนิคพิเศษในการสอนพระอภิธรรมอันลึกซึ้งใน”ความมืด”แห่งรัตติกาล  โดยไม่ต้องใช้ไฟส่องสว่างและหนังสือหนังหามาประกอบการสอนแต่อย่างไรทั้งสิ้น  เป็นการ”ถ่ายทอด”กันจาก”ใจ”ถึง”ใจ”โดยตรง  เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
5. พระคุณท่านภัททันตะวิมลมหาเถระ  อัครมหาบัณฑิต วัดมงคลเก่า นครอมรปุระ  ซึ่งท่านองค์นี้ มีสมญานามว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่โมกุกสะยาดอร์ “ มีคุณวิเศษที่สามารถสอนพระพุทธวจนะได้อย่างแม่นยำและถูกต้องถ่องแท้ อีกทั้งท่านยังเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง  ซึ่งเมื่อท่านภัททันตะ วิมลมหาเถระได้มรณภาพลง ก็ได้ปรากฏเหตุการณ์ปาฏิหาริย์เป็นหลายประการ สร้างความอัศจรรย์แก่มหาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง
 
ท่านพระภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ ได้ใช้เวลาศึกษาความรู้พิเศษเพิ่มเติมจากพระคณาจารย์ผู้ทรงธรรมวิเศษยอดเยี่ยมเห็นปานนี้ถึง 3 ปี  จึงได้เดินทางกลับคืนมาสู่มหาวิสุตารามมหาวิทยาลัย  บรรดาพระมหาเถระ คณะปาโมกข์ฝ่ายคันถธุระแห่งมหาวิทยาลัย เมื่อได้ทราบความเป็นมาเป็นไปของท่านอาสภเถระ ธัมมาจริยะแล้ว ก็มีความยินดีพอใจอนุโมทนาเป็นอย่างมาก  จึงมีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งท่านให้เป็น”คณะวาจกะสะยาดอร์” คือเป็น”พระคณาจารย์ชั้นผู้ใหญ่”ประจำมหาวิทยาลัย เพื่อให้การอนุศาสน์สั่งสอนพระภิกษุสามเณรโดยทั่วไปตั้งแต่ปีพ.ศ.2483 เรื่อยมา   ซึ่งทั้งมหาวิทยาลัยมหาวิสุตารามนี้  มีพระอาจารย์ใหญ่ระดับ”คณะวาจกะ”เพียง”7”องค์เท่านั้น
 
 “สู่เส้นทางวิปัสสนา”
 
 
ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ คณะวาจกะสะยาดอร์ ได้บำเพ็ญองค์เป็นพุทธสาวกชั้นเยี่ยม โดยการสั่งสอนพระพุทธธรรมแก่พระภิกขุสังฆะทั้งหลาย อันเป็นการธำรง”พระปริยัติศาสนา”ให้คงอยู่มาเป็นเวลาช้านาน ประมาณ กว่า 1 ทศวรรษ จนกระทั่งปีพ.ศ. 2493  เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระฯ ได้หักเหจาก”อาจารย์บอกธรรม”มาเป็น”วิปัสสนาจารย์”โดยสมบูรณ์  เมื่อท่านได้มีโอกาสพบกับพระภัททันตะ คันธมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต  ผู้มีเกียรติคุณสูงเด่นในวิชาการชั้นสูง  อันเป็นที่ยอมรับของมหาชนทั้งหลายโดยทั่วไป  โดยเมื่อท่านได้สนทนากับท่าน”คันธมหาเถระ”พอสมควรแล้ว ท่านพระคันธมหาเถระ ก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งส่งให้ พร้อมกับสั่งกำชับว่า “จงอ่านให้ได้”  ซึ่งพระอาสภเถระเมื่อได้ลองอ่านดู ก็พบว่า หนังสือนั้นมีชื่อว่า “แนวปฏิบัติวิปัสสนา” ซึ่งรจนาโดย”พระอาจารย์ภัททันตะโสภณมหาเถระ  อัครมหาบัณฑิต” หรือ”พระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์” 
 
หมายเหตุ,ท่าน”พระมหาสี สะยาดอ” สุดยอดพระวิปัสนาจารย์แห่ง 
เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ องค์นี้  นับเป็นพระ ผู้แตกฉานในพระวิปัสนากรรมฐานอย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดอย่างยิ่ง  จนได้รับเกียรติสูงสุดให้เป็น”ปุจฉกะ”(ผู้ถาม)ในการกระทำสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งที่ 6 ของโลก ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ เมื่อปีพ.ศ. 2496   โดยทำหน้าที่เดียวกับ”พระมหากัสสปะเถระ”ที่ทำหน้าที่ซักถามพระวินัยแก่”พระอุบาลีเถระ”ในคราวสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งแรกนั่นเลยเทียว..!!!!!
และเมื่อพระภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ  อ่าน”แนวทางปฏิบัติวิปัสสนา”ที่เขียนโดยท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์จบ  ท่านอาสภเถระ ก็บังเกิดความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งว่า
 “ในสมัยปัจจุบันทุกวันนี้  การปฏิบัติวิปัสสาที่ถูกต้องและได้ผลจริงยังมีอยู่อีกหรือนี่..?????”
 
และ  “เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว วิปัสสนาญาณจักปรากฏแก่คนในยุคปัจจุบันนี้ได้จริงๆละหรือ.????” และด้วยวิสัยแห่งผู้ใฝ่รู้  ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ  พระผู้สำเร็จ”ปริยัติธรรม”ชั้นสูงสุดแห่งพม่า จึงพลันตัดสินใจจะเข้าบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อ”พิสูจน์”ให้รู้แจ้งเห็นจริงกันด้วยตนเองไปเลยทีเดียว  เริ่มแรก ท่านจึงเดินทางไปสำนักปฏิบัติพระกรรมฐาน ”วัดสวนลน”  จังหวัดเมียนฉั่น  เพื่อเข้าไปขอกรรมฐานกับท่านพระอาจารย์ภัททันตะ กวิมหาเถระ ปธานกัมมัฏฐานมหาเถระ แล้วเริ่มตั้งอกตั้งใจปฏิบัติในทันทีทันใดถึง 45 วันเต็มๆ  ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง “วัดมหาสี”  ตำบลเชตโข่น  เมืองสวยะโบ่ ซึ่งเป็นสำนักของท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์ ผู้รจนา
 
หนังสือ”แนวปฏิบัติวิปัสสนา”โดยตรง  ซึ่งเมื่อท่านพระภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ คณะวาจกะสะยาดอร์ไปถึง  ก็ลงมือปฏิบัติพระกรรมฐานในทันทีไม่รอรีใดๆ โดยมีท่านพระอาจารย์ภัททันตะ โสภณมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต(พระมหาสี สะยาดอร์ )และท่านพระอาจารย์ภัททันตะ สวยะเจดีย์ สะยาดอร์ อัครมหาบัณฑิต
เป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้บอกพระกรรมฐาน  ด้วยความเข้มงวดกวดขันเป็นอย่างยิ่ง   โดยเมื่อพระภัททันตะ อาสภเถระ ฯ ได้ปฏิบัติไปๆ  ก็ให้อัศจรรย์ใจในผลของการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานเพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกวัน และที่สุด ก็ได้”บรรลุ”ถึงผลสมดังความมุ่งหมาย   วิจิกิจฉาความลังเลสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานใดๆที่เคยค้างคาใจมาแต่กาลก่อน  ก็ล้วนปลาสนาการหายไปจนหมดสิ้น   การเป็นที่น่าอนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่งที่สุดเลยทีเดียว....
                               
“สืบสายธรรมแท้จากพระอรหันต์ครั้งพุทธกาล”
มหาเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งยวดประการหนึ่ง ซึ่งทำให้ท่านพระภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ  คณะวาจกะ สะยาดอร์  ได้บรรลุธรรมเบื้องสูงดังกล่าวมานั้น  ก็เห็นจะเป็นการที่ท่าน ได้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่”ถูกต้องร่องรอย”ตาม”พระพุทธวจนะ”แห่งองค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่าง”แท้จริง”นั้นเอง
เหตุดังกล่าวย่อมปรากฏชัดว่า  อันแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนาที่ท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์ได้สอนนั้น เป็นวิธีการสอนวิปัสสนาที่ใช้สืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน  โดยสืบวิปัสสนาวงศ์มาแต่องค์”พระอรหันต์”ผู้เป็นสัทธิวิหาริก(ลูกศิษย์) ของท่าน”พระมหาโมคคัลลีบุตรสังฆวุฒาจารย์” ที่พระเจ้าอโศกมหาราช ได้อาราธนามาประดิษฐานบวรพระพุทธศาสนา เผยแผ่พระพุทธธรรมยังสุวรรณภูมิประเทศเมื่อ 2000 กว่าปีที่ แล้วอย่างแท้
 
“ความผิดเพี้ยน”หรือ”คลาดเคลื่อน”จากหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้ ซึ่งไม่ปรากฏแต่อย่างใด นี่คือความสำคัญอย่างเอก  และเป็นอานิสงส์โดยตรงของการที่ชนชาวพม่า มีความศรัทธามั่นคงใน”พระพุทธ”และ”พระธรรม”เป็นยอดทั้งสิ้น 
โอกาสที่”สัทธรรมปฏิรูป”หรือ”ธรรมะปลอม” ที่ไม่ว่าจะเกิดจากการ”หลงนิมิต”หรือ”กรรมฐานเพี้ยน”เพราะถูกกิเลสหลอกให้”เห็นผิดเป็นชอบ” หรือเห็น”น้ำตาลเป็นเกลือ”หรือ”เกลือเป็นน้ำตาล” จึงยากที่สุดจักสอดแทรกเข้ามาแทนที่พระพุทธธรรมอันพิสุทธิ์ได้ นี้แล  จึงก่อให้เกิดเป็นมหาคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่สุด ต่อทั้งชนชาวพม่าเองและพุทธศาสนิกชนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง  ที่อาจจะยังพอ”ยึดถือ”และ”พึ่งพาอาศัย” ได้บ้าง  เมื่อต้องการศึกษา”ของจริงของแท้”  ที่ไม่ใช่เรื่อง”ฝันในฝัน”กลางคืนดึกๆ   หรือ กลางวันแสกๆ  ที่มี”ที่สุดแห่งการปฎิบัติ”ก็คือการ”บริจาคเงิน”เพื่อแลกกับ”โลกีย์”หรือ”กามสุข” (ลาภ ,ยศ,สรรเสริญ)แบบ”โลกๆ”  แทนที่จะสอนคนให้”หลุดพ้น”จากวัฏฏะอย่างสิ้นเชิงตามรอยบาทแห่งพระพุทธองค์   เหมือนอย่างบางสำนัก บางวัด ในบางประเทศนิยมทำกันแต่อย่างไรทั้งสิ้น
และก็ด้วยอานิสงส์ดังว่านี้เอง   “ประเทศไทย”ของเรา จึงพลอยได้รับอานิสงส์พิเศษสุด จากความมั่นคงในพุทธธรรมของชาวพม่า   เมื่อ “พระพิมลธรรม” (อาจ อาสภมหาเถระ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์  กรุงเทพมหานคร (ที่ต่อมาได้รับโปรดเกล้าสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่”สมเด็จพระพุฒาจารย์ ) ซึ่งเมื่อปีพ.ศ.2495  ท่านมีตำแหน่งเป็น”สังฆมนตรี” ว่าการองค์การปกครอง ได้เกิดมหากุศลจิตที่ประสงค์จะให้เกิดการบำเพ็ญวิปัสสนาที่”ถูกต้อง”ขึ้นในประเทศไทย  และเมื่อท่านพระพิมลธรรมได้พิจารณาด้วยจิตใจที่เป็น”กลาง”อย่างยิ่งแล้ว พบว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ประเทศพม่านั้น  มีความ”ถูกต้องแม่นยำ”และ”ไม่ผิดเพี้ยน”จากพระพุทธวจนะ  เพราะเหตุที่สืบสายมาโดยตรงจากพระอรหันต์ผู้เป็นศิษย์ใน”พระโมคคัลลีบุตรอรหันตเถระ”สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชอย่างแท้จริง  สมควรที่จะยึดถือเป็นแบบอย่างได้อย่างมั่นใจ   สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถระ) หรือ”พระพิมลธรรม” ในสมัยนั้น จึงได้ส่ง”ศิษย์เอก”ท่านหนึ่งของท่าน  คือ” พระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ” เปรียญธรรม 9 ประโยค (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงขึ้นมาเรื่อยๆจนที่สุดได้เป็นที่”พระเทพสิทธิมุนี” พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังกลางกรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา   ซึ่งมีจิตใจฝักใฝ่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างยิ่ง ให้ไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่”สำนักวิปัสสนาสาสนยิตสา”   ที่ฯพณฯ อูนุ อดีตนายกรัฐมนตรีพม่าในสมัยนั้นได้สร้างขึ้นที่เมืองย่างกุ้ง   โดยได้ฝากให้อยู่ในความดูแลของท่านพระอาจารย์โสภณมหาเถระ หรือ”ท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์” ซึ่งเป็นเจ้าสำนักใหญ่อยู่ในขณะนั้น  ซึ่งพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ก็ได้ตั้งใจเร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรมอย่างดียิ่ง  โดยท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์ ก็ได้มอบหมายให้
”พระภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ” ศิษย์เอกของท่านซึ่ง”บรรลุธรรม”มาแต่ก่อนเรียบร้อยแล้ว คอย”ดูแล”และ”สอบอารมณ์”ท่านพระมหาโชดก  แทนท่านซึ่งมีภารกิจแห่งความเป็นเจ้าสำนักมากมาย  ทำให้ไม่อาจจะมาคอยควบคุมและสอบอารมณ์พระกรรมฐานได้ทุกวัน ด้วยเหตุนี้   ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ จึงได้เป็นเสมือนหนึ่งเป็น”พระพี่เลี้ยง”ในท่านเจ้าคุณ”พระเทพสิทธิมุนี” หรือ”พระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ”ไปโดยปริยาย
 
จำเนียรกาลแห่งการปฏิบัติธรรมพระกรรมฐานในสำนักสาสยิตสาของพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิผ่านไปเพียง 3 เดือน  ท่านพระมหาโชดกก็ได้”สำเร็จวิปัสสนา”สมดังความมุ่งหมาย  เป็นที่น่าอนุโมทนาสาธุการอย่างยิ่ง  ท่านพระมหาโชดกจึงเตรียมเดินทางกลับมายังประเทศไทย  ท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรมจึงได้ทำเรื่องไปยัง”สภาการพระพุทธศาสนาแห่งพม่า”ขอให้ส่งพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญมาสอนวิปัสสนากรรมฐานในประเทศไทยด้วย  ซึ่งทางสภาการพระพุทธศาสนาก็ได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์เป็นผู้คัดเลือก  ผลก็ปรากฏว่า  ท่านได้เจาะจงเลือก”พระภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ”ให้รับภาระหน้าที่อันสำคัญนี้ โดยสั่งกำชับไว้ด้วยว่า “จงอย่าขัดข้องหรือปฏิเสธเลย”  ด้วยเหตุนี้  ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ ผู้ทรงภูมิรู้แห่งวิปัสสนาวิธีจากลุ่มแม่น้ำอิระวดี จึงมีอันได้เดินทางจากปิตุภาค มาตุภูมิเดิม มาเป็นพระอาจารย์บอกพระกรรมฐานอยู่ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2596 เป็นต้นมา

 “พระมหารัตนวิปัสสนาจารย์แห่งยุคกึ่งพุทธศาสนยุกาล”
ก็เมื่อท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ ได้เดินทางมาบอกพระกรรมฐานที่ประเทศไทยเป็นการถาวรตามคำบัญชาของพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์ ผู้เป็นพระมหาบูรพาจารย์แล้ว  ท่านก็ได้ร่วมกับพระมหาโชดก ญาณสิทธิ  ทำการเผยแพร่วิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ถูกต้องร่องรอยตามพระพุทธวจนะในพระไตรปิฏกและตามแนวแห่งปฐมอรหันต์ผู้มาประดิษฐานพระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิเมื่อ 2 พันกว่าปีก่อน เพื่อสนองพระคุณพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างทุ่มเทและตั้งอกตั้งใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งก็ได้มีพระภิกษุสามเณรตลอดจนบุคคลทุกระดับชั้น ทุกสาขาวิชาชีพ สนใจศรัทธามาขอเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นจำนวนมาก  จนเป็นที่”ปรากฏผล”และ”บรรลุธรรม”จากการปฏิบัติแนวทางที่ถูกต้องนี้ตามควรแก่บุรพวาสนาแห่งตนมากมาย

ที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณสูงส่งและโดดเด่นเป็นพิเศษ   ก็มีอาทิเช่น
1. สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี    พระราชมารดาแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน 
หมายเหตุ  ,  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ซึ่งทรงมีอัธยาสัยใฝ่ธรรมมาแต่ดั้งเดิม ก็ได้เคยเสด็จมาทรงเจริญพระวิปัสสนากรรมฐาน กับท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ และท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทฺธิ ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ กรุงเทพมหานคร ด้วยพระราชศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น เมื่อปีพ.ศ. 2498   จนเป็นที่รับรู้กันว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ได้ทรง”บรรลุธรรม” ชั้นสูงแล้ว  คุณแห่งพระวิปัสสนาที่ทรงสำเร็จ ก็ยิ่งส่งเสริมให้พระองค์ทรงเป็น”บริสุทธิเทพ”ยิ่งกว่า”เทพ”ใดๆ    สมกับที่ทรงสถิตสถาพรอยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม เป็นทั้ง”ศักดิ์”และ”ศรี”แห่งบ้านแห่งเมืองไทยนี้ทั้งหมดแล้วอย่างแท้จริง 
2. พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัล ) วัดอัมพวัน  จ.สิงห์บุรี    พระวิปัสสนาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในยุคนี้  มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและพระพุทธศาสนามากมาย  อีกทั้งยังเคยเป็น”ศิษย์ใกล้ชิด”ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำมาแต่ก่อน และ”รู้เห็น”การที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ มา”แก้กรรมฐาน”กับท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ และท่านเจ้าคุณโชดก ที่วัดมหาธาตุด้วยองค์เองอีกด้วย
3. พระราชอุทัยกวี(พุฒ)  วัดมณีสถิตย์  อ. เมือง จ.อุทัยธานี  พระอริยคณาจารย์องค์สำคัญผู้มีชื่อเสียงเกียรติคุณและเป็นที่เคารพนับถือของชาวอุทัยธานีอย่างกว้างขวางในยุคร่วมสมัยนี้
4. พระสุธรรมญาณเถระ (ครูบาอินทจักรรักษา) วัดน้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
หมายเหตุ,  ครูบาอินทจักรรักษานี้  เป็น”พระพี่ชาย”แท้ๆของหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า  อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ของพระอริยสงฆ์องค์สำคัญอีกองค์หนึ่งของอ.สันป่าตอง ซึ่งก็คือ “หลวงปู่ครูบาเจ้าบุญปั๋น  ธัมมปัญโญ”  พระอรหันตเจ้า แห่งวัดร้องขุ้ม ด้วย   ซึ่งอาจจนับได้ว่า หลวงปู่ครูบาเจ้าบุญปั๋นนี้  เป็น”หลานศิษย์”ของสำนักกรรมฐาน วัดมหาธาตุ ที่มี”หลวงพ่อภัททันตะ อาสภเถระฯ” เป็น”อาจารย์ใหญ่”ก็ว่าได้ไม่ผิดเลย 
5. พระสุพรหมญาณเถระ (ครูบาพรหมา พรหมจักโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 
หมายเหตุ,  พระอริยเจ้าองค์สำคัญที่สุดองค์หนึ่งแห่งภาคหนึ่ง  ถึงขนาดที่”ครูบาเจ้าศรีวิไชย นักบุญแห่งล้านนาไทย”ยังต้อง”ขอดูตัว” ซึ่งทรง”อภิญญา”อันยิ่งใหญ่ และทรงอิทธิจิตอันแก่กล้าถึงขนาดสามารถ”เหยียบศิลาแลงทั้งแท่งให้เป็นรอย”เหมือนหนึ่งเหยียบลงในดินเลนที่อ่อนนุ่มได้เป็นมหัศจรรย์  (ยังปรากฏรอยเท้าในแผ่นหินเป็นหลักฐานอยู่ที่หลังวัดพระพุทธบาทตากผ้าจนถึงทุกวันนี้)  ก็เคยมาเรียนพระกรรมฐานที่คณะ 5 วัดมหาธาตุ กับท่านหลวงพ่อภัททันตะ อาสภเถระฯ และท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทฺธิ ในครั้งหนึ่งด้วย
6. พระครูวรวุฒิคุณ (หลวงปู่ครูบาอิน อินโท )วัดฟ้าหลั่ง กิ่งอ.ดอยหล่อ จ. เชียงใหม่ พระอริยเจ้าอาวุโสสายเหนือผู้บรรลุคุณธรรมสูงสุด และอิทธิฤทธิ์บุญฤทธิ์อย่างยอดยิ่ง  ที่แม้แต่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ. เชียงดาว จ.เชียงใหม่  พระอริยเจ้าสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ก็ยังให้ความเคารพยกย่องเป็นพิเศษ  ก็เคยลงมาฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อภัททันตะ อาสภเถระ ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุ เช่นเดียวกัน
7. อันเป็น”เคส”(กรณี)ที่สำคัญและน่าตื่นตะลึงที่สุด  ก็เห็นจะเป็นกรณีของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ”พระเทพมงคลมุนี”หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางที่สุดทั่วไปในนาม
”หลวงพ่อสด จันทสโร”แห่งวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  กรุงเทพมหานคร ผู้สร้าง”พระของขวัญ วัดปากน้ำ”อันบันลือลั่นที่สุดนั่นแล   (รูป ช)
การที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ต้นตำรับ”วิชชาธรรมกาย”อันโด่งดัง ได้มา”แก้กรรมฐาน” ตามแนว”สติปัฏฐาน”ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริงกับพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ  และท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทฺธิ นี้   เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว”จริง”  มีหลักฐานทั้ง”วัตถุ”และ”บุคคล”ชั้นที่ 1  (ภาษากฏหมาย) ที่”เจ้าตัว”ได้จดบันทึกไว้เอง” หรือ”รู้เห็นทันเหตุการณ์ด้วยตนเอง”ยืนยันไว้อย่าง”หนาแน่น”ที่สุดทั้งสิ้น
1. ก็คือ “จดหมายเปิดผนึกพร้อมรูปถ่ายลายเซ็นรับรอง” ที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ได้เขียนและนำมามอบถวายไว้ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุด้วยองค์เอง
2. “คำบอกเล่า”ของ  “พระธรรมสิงหบุราจารย์”หรือ  “หลวงพ่อจรัล ฐิตธัมโม” พระวิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ก้องฟ้าเมืองไทย แห่งวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี   ซึ่งท่านได้เคยเป็น”ศิษย์ใกล้ชิด”ของหลวงพ่อสด และ”อยู่ในเหตุการณ์”ตั้งแต่ต้นจนอวสานทั้งหมด และได้เคย”เล่า”เรื่องราวที่มีผลโดยตรงต่อ”ความมั่นคง”ของ”พระพุทธธรรม”และ”บวรพระพุทธศาสนา”โดยองค์รวมนี้ทั้งโดยการ”เทศน์”และ”ตีพิมพ์”เป็นหนังสือไว้เป็นหลักฐานในหลายที่หลายแห่ง  เป็นหลายครั้งหลายครา  ซึ่งจะขออนุญาตอัญเชิญมาถ่ายทอดให้ได้รับทราบกันทั่วไปในโอกาสต่อไป
โปรดติดตามแบบไม่อนุญาตให้คลาดสายตาเป็นอันขาด.....
เพราะงานนี้ มีสิทธิ์ “ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย” ได้โดยง่ายถึงง่ายที่สุดเลยนั่นเทียว...!!!!!!

Copyright © 2017 www.phuttawong.net All Rights Reserved.
ทำเว็บ  ออกแบบเว็บ  Web Design  เว็บสำเร็จรูป  เว็บไซต์สำเร็จรูป