หน้าแรกพุทธวงศ์
นิมิตแห่งพุทธะ
ธรรมะประดับใจ
อมตะอัจฉริยสงฆ์
พงศ์พันธุ์แห่งผู้รู้แจ้ง
พุทธวงศ์เสวนา
" หมายของคำว่า "นิโรธ" หรือ "นิโรธสมาบัติ" " 

ตามความหมายของคำว่า "นิโรธ" หรือ "นิโรธสมาบัติ" นั้น เป็นการเข้าฌานสมบัติอันสูงส่ง เป็นฌานลำดับที่ 9 ดังนี้

1. ปฐมฌาน ฌานที่ 1
2. ทุติยฌาน ฌานที่ 2
3. ตติยฌาน ฌานที่ 3
4. จตุตถฌาน ฌานที่ 4
5. ปัญจมฌาน ฌานที่ 5
6. ฉัฏฐมฌาน ฌานที่ 6
7. สัตตมฌาน ฌานที่ 7
8. อัฏฐมฌาน ฌานที่ 8 และ
9. นิโรธฌาน ฌานที่ 9 หรือนิโรธสมาบัติ

เมื่อเข้าสู่องค์ฌานลำดับที่ 9 นี้ กายสังขารและจิตตสังขารจะระงับไป คือแทบไม่มีลมหายใจ ไม่มีความรู้สึกทางกายและทางใจ แต่ก็ไม่ใช่พระนิพพาน สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้า "นิโรธสมาบัติ" ได้นั้น พระบาลีระบุว่า
"ต้องเป็นพระอนาคามีและพระอรหันต์" เท่านั้น ต่ำกว่านั้นไม่สามารถเข้าได้
พระบาลีหลายแห่งยังระบุอานิสงส์ของการเข้าฌานสมาบัติไว้อีกว่า
"เป็นการพักผ่อนของพระอริยเจ้า" สามารถระงับทุกขเวทนาทางกาย ฌานสมาบัตินี้สามารถเข้าได้นานสุดเพียง 7 วัน เพราะร่างกายของคนเราจะทนอดทนกลั้นไม่กินข้าว ไม่หายใจ ไม่รับรู้อะไรเลยนั้น ฝืนธรรมชาติได้เพียง 7 วัน
และเมื่อพระอริยบุคคลท่านนั้นออกจากฌานสมาบัติแล้ว ก็จะเกิดความหิวขึ้นมา (เพราะว่าอดข้าวมาหลายวัน) บุคคลผู้ใดได้ให้อาหารแก่พระอริยบุคคลผู้แรกออกจากฌานสมาบัติเช่นนี้ จะได้รับอานิสงส์ใหญ่หลวง เทียบเท่าระดับจักรพรรดิสมบัติ มีสวรรค์และพระนิพพานเป็นเบื้องหน้า

โดย : เนาว์
  IP : 203.156.27.130  |   เมื่อ: 6 กันยายน 2549 เวลา: 23:20:45 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"นิโรธสมาบัติ" คือ "การดับสัญญาความจำได้หมายรู้และเวทนาการเสวยอารมณ์" เรียกชื่อเต็มว่า "เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ"  ซึ่ง"พระอรหันต์"และ"พระอนาคามี"ที่ได้"ฌานสมาบัติ ๘" เท่านั้น ที่สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้
 และกิจนี้เป็นกิจที่พระอริยบุคคลในระดับโสดาบันและสกทาคามี/สกิทาคามี"มิอาจ"ที่จะกระทำได้ เนื่องจากท่านยังมิอาจละกามราคานุสัย อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดอ่อนที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของการทำสมาธิในระดับสูงเช่นนี้ได้ ฉะนั้น พระอริยบุคคลทั้งสองระดับดังกล่าวจึงมิอาจเข้านิโรธสมาบัติได้
 MSG-060906232027555.gif
เนาว์
  IP : 203.156.27.130  |   เมื่อ: 6 กันยายน 2549 เวลา: 23:23:57 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  

นิโรธสมาบัติ  คือ  การเข้าฌานเสวยความสุขอันประเสริฐ  ระงับความทุกขเวทนาทางกายเป็นความสุขเหนือโลก  คือ  โลกุตตระสุขนิพพานของพระอนาคามี และพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลาย  ผู้ได้สมาบัติ เป็นกำลังของสมถะวิปัสสนาภาวนา  สมาบัติ คือ  รูปฌาน กับอรูปฌาน รวมกันเป็นสมาบัติ จุดประสงค์นอกจากความสุขอันประเสริฐ และระงับทุกขเวทนาทางกายแล้ว พระอรหันต์ พระอนาคามีเข้าสมาบัติ 8 หรือ นิโรธสมาบัติ เพื่อให้โลกคลายความเดือดร้อนวุ่นวายจากภัยอันตรายของธรรมชาติ  ด้วยการแผ่เมตตาให้สัตว์  คน  ไม่ขัดสนทุกข์ยากทรมานจากกฎของกรรม  ผู้ใดได้ทำบุญกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติ  จะได้รับผลบุญทันทีทันใดในวันนั้น  คือ  ความร่ำรวยทางโลก  ปรารถนาสิ่งใดได้ตามแรงอธิษฐาน  พระท่านเข้านิโรธสมาบัติแล้วแต่ตามกำหนดเวลาของท่านตั้งแต่ 1 ชั่วโมง  ถึง 7 วัน  เป็นสิ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญเป็นบุคคลที่ควรได้รับความเคารพของเทวดา และมนุษย์  การต้อนรับอย่างดียิ่งเป็นเขตแห่งบุญอย่างยอดเยี่ยมของโลก

สัญญาเวทยิตนิโรธ  คือ  อารมณ์จิตของพระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ  หรือ  พระอนาคามีระดับปฏิสัมภิทาญาณเท่านั้นที่มีจิตที่ว่างจากอารมณ์ทุกชนิด โดยจิตไม่ยอมรับรู้อารมณ์อะไรเลย  แม้จะเป็นพระอรหันต์ระดับเตวิชโช  หรือฉฬภิญโญ ก็ไม่สามารถทำจิตว่างจากอารมณ์ใดๆ ได้

 MSG-060906232327556.gif
เนาว์
  IP : 203.156.27.130  |   เมื่อ: 6 กันยายน 2549 เวลา: 23:29:53 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"นิโรธสมาบัติ"คือสมาบัติอย่างหนึ่ง จะเข้าสมาบัตินี้ได้ก็ผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอนาคามีหรือเป็นพระอรหันต์ที่ชำนาญในสมาบัติทั้ง ๘ มาก่อน เท่านั้น บุคคลอื่นๆไม่อาจจะได้สมาบัตินี้ได้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นิโรธสมาบัติ
ลักษณะของสมาบัตินี้พิเศษกว่าสมาบัติอื่นๆคือ สมาบัติอื่นๆ ยังมีจิตและเจตสิกทำงานอยู่ แม้ในระดับสูงๆคือเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ยังมีจิตและเจตสิกทำงานแม้จะละเอียดมากก็ตาม, แต่ในสัญญาเวทยิตนิโรธ(นิโรธสมาบัติ) นั้น จิตและเจตสิกดับไปเลยชั่วคราว ในช่วงเวลาที่กำลังเข้าสมาบัตินี้อยู่ ท่านที่กำลังเข้าสมาบัตินี้อยู่จึงมีร่างนิ่งๆเหมือนหัวตอ ลมหายใจก็ไม่มี และมีความมหัศจรรย์มาก คือไม่มีอะไรมาทำอันตรายได้เลย หลังจากออกจากสมาบัติมาแล้ว หากบุคคลอื่นได้บำเพ็ญบุญกุศลกับท่าน เช่นถวายอาหารให้ท่านแม้สักนิดหน่อย ถ้าท่านที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัตินี้ ได้ฉันภัตตาหารนี้แล้ว อานิสงส์จะส่งผลแก่ผู้ถวายในเวลาไม่เกิน ๗ วัน
 MSG-060906232927557.gif
 
 
  IP : 203.156.27.130  |   เมื่อ: 6 กันยายน 2549 เวลา: 23:43:54 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  

ผู้ที่มีความชำนาญแคล่วคล่องในฌานและอบรมเจริญวิปัสสนา สามารถประจักษ์แจ้งอริยสัจจธรรมพร้อมกับฌาน โดยมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ขององค์ฌาน แทนอารมณ์

สมถกรรมฐาน โลกุตตรจิตเกิดร่วมกับองค์ฌานขั้นต่าง ๆ ตามการสะสม ในมัคควิถีซึ่งรู้แจ้งอริยสัจจธรรมนั้น ผลจิตเกิดต่อจากมัคคจิตทันที เมื่อผลจิตดับแล้ว  มัคควิถีจิตก็สิ้นสุดลง  มัคคจิตนั้นจะไม่เกิดอีกเลย แต่ผลจิตอาจจะเกิดอีกได้หลายครั้งในชาตินั้น และมีนิพพานเป็นอารมณ์ขององค์ฌานที่เกิดกับผลจิตนั้น

ผู้ที่บรรลุฌานที่สี่คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และเป็นพระอนาคามีบุคคลหรือพระอรหันตบุคคล สามารถเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติซึ่งดับจิตและเจตสิกได้ชั่วคราว ผู้ที่เข้า นิโรธสมาบัติต่างกับร่างที่สิ้นชีวิตแล้ว

ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหาเวทัลลสูตร มีข้อความว่า

ท่านพระมหาโกฏฐิกะถามปัญหาท่านพระสารีบุตรหลายข้อ ท่านถามเรื่องความต่างกันของร่างที่สิ้นชีวิตแล้วและผู้เข้านิโรธสมาบัติ ท่านพระมหาโกฏฐิกะถามว่า

"ดูกรผู้มีอายุ ในเมื่อธรรมเท่าไรละกายนี้ไป กายนี้ก็ถูกทอดทิ้ง นอนนิ่งเหมือนท่อนไม้ที่ปราศจากความรู้สึก"

"ดูกรผู้มีอายุ ในเมื่อธรรม 3 ประการคือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณ ละกายนี้ไป กายนี้ก็ถูกทอดทิ้ง นอนนิ่ง เหมือนท่อนไม้ที่ปราศจากเจตนา"

"สัตว์ผู้ตายทำกาละไป กับภิกษุผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธมีความแปลกกันอย่างไรฯ"

"สัตว์ผู้ตายทำกาละไป มีกายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขารดับระงับไป มีอายุหมดสิ้นไป มีไออุ่นสงบ มีอินทรีย์แตกทำลาย ส่วนภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีกายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขารดับระงับไป แต่มีอายุยังไม่หมดสิ้น มีไออุ่นยังไม่สงบ มีอินทรีย์ผ่องใส สัตว์ผู้ตายทำกาละไปกับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธมีความแปลกกันฉะนี้"

  เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ จิตขณะแรกที่เกิดเป็น ผลจิต (โลกุตตรวิบากจิต) มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าเป็นพระอนาคามีบุคคลก็เป็นอนาคามิผลจิต ถ้าเป็นพระอรหันต์บุคคลก็เป็นอรหัตตผลจิต

  ในวิสุทธิมัคค์ ปัญญาภาวนา  สังสนิทเทส แสดงว่า จิตของบุคคลเหล่านี้คล้อยไปในพระนิพพาน ข้อความมีว่า

คำว่า จิตของท่านผู้ออกแล้วน้อมไปสู่อะไร ความว่าน้อมไปสู่นิพพานฯ สมดังท่านกล่าวไว้ว่า ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ จิตของพระภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ น้อมไปในวิเวก โอนไปในวิเวก เงื้อมไปในวิเวก

  ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค  จูฬโคสิงคสาลสูตร มีข้อความว่า

พระผู้มีพระภาคเสด็จไปหาท่านพระอนุรุทธ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมิละ ขณะที่ท่านเหล่านั้นพำนักอยู่ที่ป่าโคสิงคสาลวัน พระผู้มีพระภาคตรัสถามถึงความเป็นอยู่ของท่านเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นบรรลุรูปฌานและอรูปฌาน และสามารถเข้าฌานได้ตามความปราถนา พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

  "ดีละ ดีละ อนุรุทธ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำความเป็นพระอริยะ อันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องอยู่สำราญที่พวกเธอได้บรรลุแล้ว เพื่อความก้าวล่วง เพื่อความระงับแห่งธรรมเป็นเครื่องอยู่อันนี้ อย่างอื่นมีอยู่หรือฯ"

  "เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์หวังอยู่เพียงว่า เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง พวกเราบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นแม้ด้วยปัญญา อาสวะของท่านผู้นั้นย่อมหมดสิ้นไป อันนี้ได้แก่คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำความเป็นพระอริยะ อันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องอยู่สำราญอย่างอื่น เพื่อความก้าวล่วง เพื่อความระงับแห่งธรรมเป็นเครื่องอยู่อันนี้ได้บรรลุแล้ว พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง พวกข้าพระองค์ยังไม่พิจารณาเห็นธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญอย่างอื่น ที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญอันนี้ฯ"

  "ดีละ ดีละ อนุรุทธ ธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญอย่างอื่น ที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญอันนี้หามีไม่ฯ"

 MSG-060906234327558.gif
Copyright © 2014 www.phuttawong.net All Rights Reserved.
ทำเว็บ  ออกแบบเว็บ  Web Design  เว็บสำเร็จรูป  เว็บไซต์สำเร็จรูป